ผม เชื่อว่าทุกคนอย่างประสบความสำเร็จในชีวิตกันทั้งนั้น แต่เคยสงสัยหรือไม่ครับว่า ทำไมคนแต่ละคนจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน ทั้งๆ ที่อาจจะเรียนมาจากที่เดียวกัน มีความรู้ความสามารถที่ใกล้เคียงกัน วันนี้ผมก็เลยเอาเคล็ดลับนิสัยสู่ความสำเร็จมาฝากกันครับ
1. ให้ทำในสิ่งที่ยากก่อนสิ่งที่ง่าย วิธีนี้เราจะต้องบังคับให้ตนเองเริ่มทำในสิ่งที่ยากก่อน อาทิ งานที่ยากกว่า ซับซ้อนมากกว่า หรืองานที่จะต้องใช้ความคิดความอ่านมาก ฯลฯ ให้เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ก่อนในแต่ละวัน นิสัยนี้จะช่วยให้เราลดนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งได้ด้วยนะครับ
2. ให้คิดและพูดกับตนเอง ในสิ่งที่ดีเสมอ เช่น การให้กำลังใจตัวเองเวลาประสบกับความยุ่งยากลำบากใจ หรือกาย เช่น “คนที่ประสบความสำเร็จนั้นจะไม่กลัวงานยาก และจะลงมือทำงานที่ยากกว่าเสมอ” อันนี้จะใช้เวลาที่ประสบกับความยากลำบากของงาน หรือนายสั่งงานยากๆ มาให้ทำ หรือ “เวลาช่วงนี้น่าจะใช้ทำอะไรจึงจะมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเรา” ไว้ถามตัวเองเวลาไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อน หรือเวลาว่างๆ แล้วไม่มีอะไรทำ ก็ลองหาคำตอบดูนะครับ จะทำให้เราใช้เวลาในสิ่งที่ตรงกับเป้าหมายของเรา หรือ “ไม่มีใครประสบความสำเร็จมาตั้งแต่เกิด” “คนที่ประสบความสำเร็จย่อมจะผ่านความล้มเหลวมาก่อน” ฯลฯ คำพูดทั้งหมดนี้ล้วนแต่สร้างกำลังใจไม่ให้เราคิดย่อท้อ หรือเลิกทำเสียกลางคัน
3. ตื่นแต่เช้า เท่าที่ผมสังเกต และศึกษามาพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะเป็นคนที่ตื่นแต่เช้าทุกวัน ไม่มีคนประสบความสำเร็จในชีวิตคนไหนที่ตื่นสายเป็นประจำ นอนขี้เซา งัวเงีย จริงๆ การตื่นเช้ามันก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับความสำเร็จโดยตรง มันอยู่ที่การบังคับตัวเอง การเอาชนะตัวเองต่างหาก คนที่ตื่นแต่เช้า แสดงว่าเป็นคนที่มีวินัย และสามารถเอาชนะตัวเองได้ เมื่อเราเอาชนะตัวเองได้ เราก็สามารถเอาชนะนิสัยอย่างอื่นได้อีกมากมายครับ
4. ทุกวันจะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้ถามตัวเองว่า “วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วหรือยัง” หรือ “เราจะยังไม่เข้านอนจนกว่าจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก่อน”
5. อ่านหนังสือ 2-3 เล่ม ต่อเดือน คน ที่ประสบความสำเร็จจะมีนิสัยที่คล้ายกันคือ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ และมักจะเป็นหนังสือที่ช่วยเสริมสร้างความคิดความอ่านใหม่ๆ ในความเห็นผมการอ่านหนังสือเป็นการช่วยต่อยอดความคิดของเราได้อย่างดี ช่วยให้เราคิดอย่างมีตรรกะและมีเหตุผลที่มาที่ไป และยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อีกด้วย
6. เลิกดูโทรทัศน์ หรือดูให้น้อยลง โดยเฉพาะรายการที่ไม่มีประโยชน์ต่อความสำเร็จของเราเอง เพื่อให้มีเวลาในการพัฒนาตนเอง และมีเวลาทำกิจกรรมที่ส่งเสริมเป้าหมายของเราได้
นิสัยเหล่านี้ไม่ เพียงแต่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตของเราได้เท่า นั้น เรายังสามารถนำอุปนิสัยเหล่านี้ไปเผยแพร่และส่งเสริมให้พนักงานในบริษัท ปฏิบัติเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่จะนำเอาไปใช้ แต่อย่างน้อยให้มีสักคนก็ยังดี จริงมั้ยครับ
ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hrman&month=06-10-2009&group=2&gblog=20
พัฒนาตนเอง ความลับความสำเร็จ, อุปนิสัยสู่ความสำเร็จ, อุปนิสัยเอื้อประโยชน์

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ศอกกลับปลั๊กอิน “โครม เฟรม” (Chrome Frame) ของกูเกิ้ล (Google) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรันบราวเซอร์โครมได้จากในเฟรมของ Internet Explorer (IE) ว่า มันทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยของบราวเซอร์ตกอยู่ในความเสี่ยงต่ออันตรายถึง 2 เท่า!!!
Chrome Frame เป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้บราวเซอร์อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์สนับสนุนแท็ก HTML 5 ซึ่งเป็นคุณสมบัติการทำงานที่ไม่พบในบราวเซอร์เวอร์ชันล่าสุดอย่าง IE8 กูเกิ้ลกล่าวว่า “เราเชื่อว่า Google Chrome Frame จะช่วยให้ชีวิตของนักพัฒนาเว็บ และผู้ใช้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก” ที่สำคัญมันยังทำให้ผู้ใช้ IE8 ได้รับประสบการณ์ในการใช้งานบราวเซอร์ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์อ้างว่า ปลั๊กอิน Chrome Frame ของ Google จะทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงของระบบรักษาความปลอดภัยมากกว่าเดิม Amy Barzdukas ผู้จัดการทั่วไปของ IE และระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคที่ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “เนื่องจาก IE8 ได้รับการพัฒนาอย่างเหนือชั้น และอัพเดตให้มันมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ปลั๊กอิน Chrome Frame เปิดโอกาสให้ระบบสามารถรันบราวเซอร์ภายในบราวเซอร์ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีบราวเซอร์จากมัลแวร์ และสคริปท์อันตรายเป็นสองเท่า ซึ่งเราไม่เห็นว่ามันจะเป็นการช่วยตรงไหน? และหากพิจารณาให้ลึกลงไป บราเวซอร์จะมีวิธีจัดการระบบรักษาความปลอดภัยที่ซ้อนกันได้อย่างไร?”
ที่มา [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี Google Chrome Frame, IE 8, microsoft, กูเกิ้ล โครม เฟรม, ไมโครซอฟท์, ไออี 8

เช้าวันแรกของการทำงานอย่างนี้ ขอเริ่มต้นด้วยข่าวเบาๆ กันดีกว่า ซึ่งจะเป็นเรื่องของแก็ดเจ็ต (Gadget) ที่น่าจะมีมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะใครที่ต้องหัดขี่จักรยานที่ไม่มีตัวช่วยอย่างล้อๆ เล็กสองล้อไว้ฝึกหัด เพราะเจ้าแก็ดเจ็ตที่ว่านี้ เป็นล้อจักรยานฝึกหัดที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากมันสามารถทรงตัวได้เอง ช่วยให้หัดขี่ได้ง่ายขึ้น
พื้นที่โฆษณา
สนใจลงโฆษณา ติดต่อ โทร.0-2642-3400 ต่อ 4613
Gyrowheel จาก Gyrobike เป็นล้อจักรยานที่ใช้แทนล้อขนาดเล็กที่ติดอยู่ล้อหลังของจักรยาน เอาไว้หัดขี่ โดยเจ้าล้อที่ว่านี้จะมีระบบทรง (Gyro system) ตัวติดตั้งอยู่ภายใน นั่นหมายความว่า มันสามารถทรงตัวเองได้ วิธีใช้ Gyrowheel ก็ง่ายมาก เพียงแค่นำมันไปติดตั้งแทนล้อหน้าของจักรยาน เมื่อติดตั้งเข้าไปแล้ว เด็กๆ จะรู้สึกว่า พวกเขาสามารถหัดทรงตัวบนจักรยานได้ง่ายมาก โดยไม่ต้องใช้ล้อฝึกหัด (2 ล้อเล็กที่ติดตั้งขนาบล้อหลัง) แต่อย่างใด
Gyrowheel จะมีกลไกการทรงตัว หรือไจโรภายในล้อที่หมุนด้วยความเร็วสูง ทำให้ล้อรุ่นนี้สามารถตั้งทรงตัวได้เองนาน 1 - 3 วินาที โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ ดังนั้นเด็กๆ ที่หัดขี่จักรยานที่ใช้ล้อแบบนี้จะมีเวลาตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรกับตัวเองก่อนจักรยานจะล้มทับได้ทัน แบตฯเมื่อชาร์จจนเต็ม (หลอดไฟสีเขียวบนกะทะล้อจะสว่างขึ้น) สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 3 ชั่วโมง Gyrowheel มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 12″ และ 16″ สนนราคาของมันเริ่มตันที่ 99 เหรียญฯ หรือประมาณ 3,500 บาทครับ
ข้อมูลจาก: [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี gyrobike, gyrowheel, จักรยาน, ล้อ, ไจโร
Mozilla Firefox เว็บบราว์เซอร์ที่เป็นคู่แข่งและมีคนใช้มากที่สุดรองมาจาก Internet ExplorerFirefox จิ้งจอกไฟ เป็น Web Browser ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ เหมาะสำหรับระบบปฏบัติการ Microsoft Windows Linux และ Mac OS X โดยมีการพัฒนามาจาก Mozilla เป็นโปรแกรมตัวเล็กที่มีความรวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งาน สามารถใช้งานภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเครื่องมือการป้องกัน Pop-up Windows ทำให้มีเสถียรภาพและมีความปลอดภัยสูงในการแจ้งเตือนผู้ใช้ เช่น โจรจัน หรือ เว็บเพจที่น่าส่งสัย จะมีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบตลอดเวลา
รวดเร็ว
หมดยุคแล้วกับการที่จะต้องนั่งแทะเม็ดก๋วยจี๊ไป ท่องอินเทอร์เน็ตไป เพราะ Firefox จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ได้รวดเร็วกว่า ด้วยการทำงานของโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพ และยังสามารถปรับแต่งเพื่อเร่งการทำงานให้สปีดได้เร็วสุดๆ
ปลอดภัย
หาก ท่านโดนบุกรุกจากเหล่าสปายแวร์ โทรจัน ไวรัส หรือเห็บเหาจากโลกไซเบอร์บ่อยๆ รับรองว่าถ้าท่านได้ใช้ Firefox ปัญหาต่างๆที่เคยประสบจะลดลงอย่างแน่นอน ด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยที่เหนียวแน่น และระบบการอัพเดตของ Firefox จะช่วยอุดช่องโหว่ใหม่ๆได้อย่างทันท่วงที
ฟรี 100%
แน่ นอนที่สุด คือโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมฟรีครับ แถมยังเป็นโปรแกรมเปิด หรือ OpenSource เพื่อให้เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือผู้ใช้ที่พบเห็นข้อบกพร่องในการใช้งาน ได้ส่งข้อบกพร่องหรือทางแก้ไขนั้นๆ ทำให้ Firefox มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกระแสตอบรับดีเสมอมาหลายหลายคุณสมบัติใน การท่องเว็บไซต์หากคุณเป็นขาประจำในการท่องโลกไซเบอร์ ถ้าได้ลองสัมผัสคุณสมบัติต่างๆของ Firefox รับรองว่า คุณจะได้รับประสบการณ์อันเยี่ยมยอดต่อไปนี้เป็นแน่แท้ทีเดียวเชียวล่ะ…
download Firefox ภาษาไทย
สอนทำเว็บ download firefox, download free firefox, firefox mac os, firefox mozilla, firefox web browser, firefox ภาษาไทย, free firefox thai
รายงานเช้านี้ขอแนะนำเน็ตบุ๊ก (netbook) จากแดนโสมที่ไม่ใช่ของ Samsung หรือ LG แต่เป็น Yukyoung Technologies Corp. (ผลิต mid พ็อคเก็ตพีซี และเน็ตบุ๊ก) โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทรุ่นล่าสุดที่่น่าจับตาตัวนี้มีชื่อว่า Viliv S10 เน็ตบุ๊กที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 10 นิ้วสามารถหมุนพับเป็นแท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสได้ ที่สำคัญมันบาง-เบามากทีเดียว
สำหรับคุณสมบัติของ Viliv S10 นอกจากจะมีหน้าจอขนาด 10 นิ้วที่สามารถแสดงผลได้ที่ความละเอียด 1366 x 768 พิกเซลแล้ว หน่วยความจำภายใน 1GB (เพิ่มได้ถึง 3GB) ฮาร์ดดิสก์ 32GB หรือ SSD 64GB หากคุณไม่พอใจกับซีพียูทีใช้ซึ่งเป็น Atom 1.33GHz ก็สามารถเลือกเป็น Atom Z550 ที่มีความเร็ว 2.0GHz โดยทางบริษัทอ้างว่า Viliv S10 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 10 ชม. จุดเด่นของเน็ตบุ๊กรุ่นนี้ยังมีเรื่องของความบางน่าใช้มากๆ แถมยังมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัมเท่านั้น
Viliv S10 ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 7เพื่อรองรับการใช้งานระบบหน้าจอสัมผัส ในส่วนของกำหนดการวางตลาดเน็ตบุ๊กรุ่นนี้จะเป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2009 สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 500 เหรียญฯ (ประมาณ 18,000 บาท) และจะแพงขึ้นตามออปชันที่ผู้ใช้สั่งซื้อเพิ่มเติมเข้าไป…
ข้อมูลจาก: [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี
รายงานข่าวนี้ เราจะไปติดตามข่าวคราวความคืบหน้าของเน็ตบุ๊ก (netbook) แอนดรอยด์ (android) จากเอเซอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเว็บไซต์ arip ได้เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว ล่าสุด Acer Aspire One D250 Android Netbook เผยโฉมออกมาให้เห็นกันแล้ว อย่างไรก็ตาม มันดูเหมือนว่า อาจจะต้องมีการปรับแต่งเล็กน้อย เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน
AOD250 เป็นเน็ตบุ๊ก”ดูอัล-บู๊ต”ที่สามารถเลือกบูีตระหว่าง Windows XP และ Android แต่แทนที่จะทำเป็นปุ่มคู่ที่สามารถเลือกเปิดใช้งานระหว่างโอเอสทั้งสอง AOD250 จะยังคงใช้วิธีแสดงไดอะล็อกบ๊อกซ์ขึ้นมาให้เลือก (ดังรูป) ซึ่งสำหรับการบู๊ตด้วย Android จะใช้เวลานานถึง 20 วินาที ในขณะที่ชัตดาวน์เร็วมาก นอกจากนี้ทางเอเซอร์ยังได้มีการปรับแต่งเล็กน้อยสำหรับการแสดงผลของแอ นดรอยด์บนหน้าจอให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย
AOD250 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด 1024×600 พิกเซล โพรเซสเซอร์ Intel Atom N280 1.66GHz ฮาร์ดดิสก์ 160GB หน่วยความจำ DDR2 667MHz 1GB (เพิ่มได้สูงสุด 2GB) น้ำหนักโดยรวมของเครื่อง 1.27 กิโลกรัม สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi และ Bluetooth แม้จะมีไดอะล็อกให้เลือกบู๊ต แต่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าดีฟอลท์สำหรับการบู๊ตเครื่องได้ งานนี้คงต้องดูว่า ผู้ใช้จะให้ความสนใจกับเน็ตบุ๊กสองระบบฯ รุ่นนี้อย่างไรบ้าง เมื่อมันวางตลาด ว่าแต่คุณผู้อ่านสนใจที่จะใช้เน็ตบุ๊กแอนดรอยด์บ้าง หรือเปล่าครับ ยังไงก็แสดงความคิดเห็นกันได้เต็มที่เลยนะครับ
ข้อมูลจาก:[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี
รายงานข่าวแก็ดเจ็ต (Gadget) ล่าสุด เป็นนวตกรรมของบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor Co) ซึ่งได้เปิดตัวยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนล้อเดียว (Unicycle) ทรงตัวได้เองแบบเซกเวย์ (Segway) โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ รูปร่างคล้ายเลข 8 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ได้ด้วยการโน้มตัวไปในทิศทางที่ต้องการ สุดยอด!!!
ก่อนหน้านี้ทางเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำสิ่งประดิษฐ์ทีเป็น “ยนตกรรมล้อเดียว” ไป บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ดูจะควบคุมไม่ง่ายนัก แต่สำหรับ U3-X ที่ฮอนด้าจะนำมาแสดงในงาน Tokyo Motor Show เดือนหน้า ดูท่าจะควบคุมได้ง่ายกว่า ซึ่งจะว่าไปแล้ว ยานพาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคตเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากเซกเวย์ (Segway) ที่ถือเป็นต้นตำรับยนตกรรมทรงตัวได้เองอย่างแท้จริง
แต่ ในขณะที่เซกเวย์ใช้สำหรับเคลื่อนที่ภายนอกอาคาร และมีขนาดค่อนข้างใหญ่ U3-X ของฮอนด้า มีความสูงแค่ 2 ฟุต 2 นิ้ว (65 ซม.) สามารถใช้เคลื่อนที่ภายในอาคารบ้านเรือนได้ด้วย สำหรับยนตกรรมล้อเดียวของฮอนด้าคันนี้ออกแบบให้มีรูปร่างเหมือนเลข 8 โดยด้านบนสามารถกางออกเป็นที่นั่ง ส่วนด้านล่างเป็นล้อ ผู้ขี่สามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ ที่ต้องการได้ด้วยการโน้มเอียงร่างกาย โดยความเร็วสูงสุดทีทำได้อยู่ที่ประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือความเร็วประมาณวิ่งเหยาะๆ U3-X สามารถทรงตัวได้เอง น้ำหนักของมันไม่ถึง 10 กิโลกรัม ทำงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมอิออน สามารถวิ่งต่อเนื่องได้หนึ่งชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
Takanobu Ito ซีอีโอของฮอนด้ากล่าวว่า U3-X จะกลายเป็นยานพาหนะส่วนบุคคลที่เล็กที่สุดที่ใช้สำหรับการเคลื่อนที่ภายใน อาคารขนาดใหญ่ (เวลาเดินไปยัง gate ต่างๆ ในสนามบินขนาดใหญ่?) อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่มีแผนที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด “ถ้าขาของผมไม่มีแรง ผมคงอยากได้เจ้าสิ่งนี้ไว้พาผมดูอะไรรอบๆ บ้าน มันบังคับง่ายมาก” ซีอีโอวัย 56 ปีกล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลจาก [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี
หนึ่งในสิบของเทรนด์เทคโนโลยีปี 2010 เห็นทีจะหนีไม่พ้น อีอิงค์ (e-Ink) โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของการที่มันถูกนำไปประยุกต์ทำเป็น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) หรือกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ (e-Paper) ล่าสุดมีคนนำไปทำเป็นป้ายชื่อ (name badge) พนักงานที่สามารถกระพริบ เพื่อเรียกร้องความสนใจได้อีกด้วย
ส่วนใหญ่ป้ายชื่อที่พนักงานในองค์กรต่างๆ ที่ใช้สวมคอกันนั้น มักจะเป็นภาพนิ่ง แต่สำหรับป้ายชื่อ”อีอิงค์”มันจะทำให้ป้ายชื่อของคุณเซย์ไฮทักทายกับคนรอบ ข้างได้ด้วย (จำเป็นไหมเนี่ย?) เห็นแล้วนึกถึงแท็ก ของ HTML ที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้กันแล้ว เพราะมันดูน่ารำคาญมากกว่านั่นเอง
บริษัท ชื่อว่า Neolux ในเกาหลีใต้ได้พัฒนาป้ายชื่อที่ใชเทคโนโลยีอีอิงค์พร้อมวงจรด้านหลังที่ สามารถควบคุมให้มันสามารถแสดงผลสลับสีขาวดำได้ ซึ่งคุณผู้อ่านคงจะจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอีอิงค์กับปกนิตยสาร Esquire ที่ใช้เอฟเฟกต์เดียวกันนี้ในการนำเสนอด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาว่า ป้ายชื่ออีอิงค์ลักษณะนี้จะวางจำหน่ายเมื่อใด แต่เชื่อว่า เราจะเริ่มเห็นแอพพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีนี้มากขื้นเรื่อยๆ เนื่องจากคุณภาพการแสดงผล และความสามารถในการประหยัดพลังงาน ที่สำคัญเป็นมิตรต่อธรรมชาติ หากเราสามารถใช้พวกมันแทนกระดาษได้
ข้อมูลจาก [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี
รายงานข่าวแจ้งว่า สตาร์บัคส์ (Starbucks) เตรียมเปิดแอพพลิเคชันบนไอโฟน (iPhone) 2 ตัวด้วยกัน โดยแอพฯตัวแรกจะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาร้านที่อยู่บริเวณใกล้ๆ และเมนูของกาแฟภายในร้านได้ ส่วนแอพฯอีกตัวหนึ่งจะเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถใช้ไอโฟนแทนบัตรสตาร์บัคส์ (Starbucks card)
ในส่วนของแอพพลิเคชันทั้งสองตัวนี้ได้รับการพัฒนา จากทางสตาร์บัคส์เอง โดยสามารถทำงานได้ทั้งบนไอโฟน และไอพอดทัช ซึ่งก่อนหน้านี้ทางร้านให้บริการมือถือในลักษณะที่ว่า สามารถส่งข้อความเพื่อค้นหาร้านใกล้ๆ ได้ และร่วมมือกับแอปเปิ้ล (Apple) เพื่อให้บริการเพลงในร้านผ่านไอจูนส์ (iTunes) เท่านั้น
“ทั้ง นี้ไอเดียของแอพฯทั้งสองตัวมาจากลูกค้าที่เข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน ทางเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก และ My Starbucks Idea ชุมชนออนไลน์ที่ทางสตาร์บัคส์ได้เปิดตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว” Stephen Gillett ซีอีโอของสตาร์บัคส์ กล่าว “เราคิดว่า มันเป็นวิธีใหม่ๆ ในการพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างตรงไปตรงมา”
การออกแอพฯในครั้งนี้ สตาร์บัคส์จะต้องเอาชนะแอพฯไอโฟนของเจ้าอื่นที่พัฒนาออกมาก่อนหน้านี้อย่าง เช่น Find a Starbucks Coffee ของ iApp, Expresso Pro ของ Snow Storm และ Sbux Card จาก ourLivez ตลอดจนเหล่าบรรดาบล็อกเทคโนโลยีต่างๆ ที่พูดถึงแนวคิดของแอพฯบนไอโฟนของสตาร์บัคส์ที่มีให้ได้ติดตามกันจนถึง วันนี้
สำหรับ แอพพลิเคชันบนไอโฟนตัวแรกของทางร้านมีชื่อว่า myStarbucks ซึ่งช่วยลูกค้าค้นหาร้าน และบุ๊กมาร์ค (bookmark) ตำแหน่งร้านที่ชื่นชอบได้ นอกจากนี้ยังสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาทำการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกของทางร้าน อย่างเช่น ร้านสตาร์บัคส์ที่อยู่บริเวณใกล้ๆ เปิดทำการอยู่ในขณะนี้ และให้บริการแบบ”ไดรฟ์ทรู” (drive-thru) ด้วย เป็นต้น นอกจากข้อมูลดังกล่าวแล้ว ยังสามารถตรวจสอบเมนูกาแฟของทางร้าน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่ม อาหาร และเมล็ดพันธุ์กาแฟต่างๆ ส่วนบริการ “drink builder” ในแอพฯ จะแสดงส่วนผสมที่อยู่ในกาแฟที่เลือกรับประทาน
ส่วน แอพพลิเคชันตัวที่สอง กำลังเปิดให้ทดสอบในสตาร์บัคส์ 16 สาขาที่ตั้งอยู่ในซีแอทเติล และเบย์ แอเรีย เนื่องจากทั้งสองเป็นโซนที่มีผู้ใช้บัตรสตาร์บัคส์ และไอโฟนเป็นจำนวนมากที่สุด ตัวแทนของสตาร์บัคส์กล่าวว่า มันช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบมูลค่าเงินที่เหลือในบัตร ตลอดจนสามารถโอนเงินเข้าไปได้ด้วย โดยแอพฯ จะแสดงบาร์โค้ดบนหน้าจอ ซึ่งสามารถใช้สแกนจากเครื่องสแกนของทางร้าน เพื่อชำระค่ากาแฟแทนบัตรฯได้
ทาง สตาร์บัคส์จะวัดฟีดแบคของลูกค้าในระหว่างการทดลองใช้แอพฯ เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาแอพฯ เพื่อให้บริการอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป หรือไม่ Gillett กล่าวว่า แอพพลิเคชันทั้งสองเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี โดยไม่มีโฆษณาอยู่ในนั้น และก็ไม่มีแผนการที่จะเก็บเงินค่าแอพฯ ในอนาคตอีกด้วย
ข้อมูลจาก: [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]
ข่าวเทคโนโลยี